เป็นเดือนที่พระสงฆ์อยู่ปริวาสกรรมและมานัติ ชาวบ้านเรียกว่า พระภิกษุสงฆ์เข้าปริวาส หรือเข้ากรรม มีพิธีตักบาตร “ ลองก๋ำ “ พระสงฆ์จะไปพักนอนเข้าปริวาสในกระต๊อบฟางข้าว หรือในกลดตามป่าหรือทุ่งนา ซึ่งคณะศรัทธาเป็นผู้จัดสถานที่ให้พักตลอดจนที่ทำบุญตักบาตร ห้องน้ำห้องส้วม พระทุกรูปจะเข้าร่วมพิธีสวดกรรมฐานในตอนกลางคืนทุกคืน มีศรัทธาญาติโยม ผู้เฒ่าผู้แก่จะเข้าร่วม และถือศีลแปด หลายแห่งเข้าปริวาสกรรมในป่าช้า และมีการทอดผ้าป่าหาจตุปัจจัยปรับปรุงป่าช้า ในการทำบุญ มีการถวายอาหาร เช้าอาหารเพล รับศีลอนุโมทนาทุกวัน ตามที่ได้ตกลงว่าจะทำ 7 วันหรือ 15 วัน

ในเดือน  1  ของทุกปี เป็นเดือนที่พระพุทธศาสนิกชนถือปฏิบัติทำบุญถวายข้าวใหม่แด่พระสงฆ์และบำรุงผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งหลาย  เป็นประเพณีทำบุญถวายข้าวใหม่สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน เรียกประเพณีนี้ว่า  “กาบซอมอู”  หรือทำบุญข้าวใหม่คือนำข้าวที่ได้จากการเก็บเกี่ยวมาใหม่ ๆ  จัดทำอาหารหรือขนมแล้วเชิญคนเฒ่าคนแก่ไปร่วมทำบุญถวายพระที่วัด  ถือว่าเป็นบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่ การทำบุญข้าวใหม่จะทำที่บ้านหรือทีวัดก็ได้โดยเชิญแขกมาร่วมทำบุญ นอกจากนี้จะมีการทำบุญหลู่ข้าวปุก “ ข้าวตำคลุกกับงา “ คนไตจะใช้งาดำผสมเกลือรับประทานกับน้ำอ้อย ส่วนกะเหรี่ยงจะตำ ข้าวเหนียวคลุกกับงาขาว

 

 

ประเพณีสิบสองมนล่องผ่องไต หรือประเพณีลอยกระทงบูชาพระอุปคุตของชาวไทใหญ่ สิบสอง แปลว่า เดือน พ.ย. มน แปลว่า พระจันทร์เต็มดวง ล่องผ่อง แปลว่า ลอยกระทง ไต แปลว่า ชาวไทยใหญ่ รวมกันแล้วพูดเป็นภาษากลางได้ว่า ประเพณีลอยกระทงของชาวไทยใหญ่ เป็นประเพณีที่ต่างจากทั่วไปทั้งรูปแบบกระทง ความเชื่อ และพิธีกรรม  นิยมจัดกิจกรรมในช่วงเวลาวันขึ้น 13 – 15 ค่ำ เดือน 12 ลอยกระทงบูชาพระอุปคุตในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ในช่วงเช้ามืด แต่ปัจจุบันมีการลอยกระทงตอนกลางคืน หลังเที่ยงวัน ในวันเวลาเดียวกับการลอยกระทงทั่วไป โดยมีคติความเชื่อที่แตกต่างจากการลอยประทงเพื่อบูชาพระแม่คงคาแต่เป็นประเพณีที่จัดขึ้น เพื่อเป็นการบูชาพระอุปคุต 8 องค์ หรือพระอรหันต์ตามความเชื่อของชาวไตโบราณ ซึ่งเชื่อว่า พระอรหันต์ทั้ง 8องค์นี้ มี 4 องค์ที่มรณภาพ ส่วนที่เหลืออีก 4 องค์ยังคงปฏิบัติธรรมอยู่กลางมหานพและทุกวันเพ็ญเดือน 12พระอรหันต์ทั้งจะเวียนขึ้นมาโปรดสัตว์และเผยแพร่พระพุทธศาสนา โดยชาวไตจะถวายอัฐบริวารต่างๆและลอยสิ่งของและเครื่องใช้ต่างๆลงในลำนำเพื่อเป็นการให้ทานและถวายเป็นพุทธบูชาในวันขึ้น 15 คำ เดือน 12

ประเพณีปอยส่างการกฐิ่ง (การถวายผ้ากฐิน) จะนิยมจัด  ตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำเดือน 11 จนถึงขึ้น 15 ค่ำเดือน 12  โดยมีขั้นตอนในการจัดงานการทอดกฐิน ประกอบด้วยดังนี้

 

                        การเตรียมงาน

 

                              1)  ประชุมเพื่อกำหนดการทอดกฐิน

 

                              2)  ผู้เป็นเจ้าภาพจองกฐิน

 

    3)  จัดเตรียมเครื่องกฐินเอาไว้ ได้แก่ ผ้ากฐิน คือ ไตรจีวร พร้อมทั้งเครื่องบริขารอื่นๆ  ตามแต่ศรัทธา

 

                              4)  ตกแต่งสถานที่ จัดเตรียมงาน และทำอาหารเลี้ยงแขกที่มาทำการทอดกฐิน

 

                       

 

การจัดงานปอยส่างกานกฐิ่ง (การถวายผ้ากฐิน)

 

                              1)  ตั้งองค์พระกฐินที่บ้านของเจ้าภาพก็ได้ จะไปตั้งที่วัดก็ได้

 

    2)  กลางคืนมีการมหรสพครึกครื้นสนุกสนาน ญาติพี่น้องและมิตรสหายก็มักจะ มาร่วมอนุโมทนา

 

                              3)  รุ่งขึ้นไปที่วัดเพื่อทอด  เดินขบวนแห่ไปที่วัด

 

                              4)  ทำการถวายกฐิน

 

   5)  เจ้าภาพอุ้มผ้ากฐินนั่งหันหน้าตรงต่อพระประธาน ตั้งนะโม 3 จบ แล้วหันหน้ามา ทางพระสงฆ์ กล่าวคำถวายผ้ากฐิน 3 จบ

   6)   ถ้าเป็นกฐินสามัคคีก็มักเอาด้ายสายสิญจน์โยงผ้ากฐิน เมื่อจับได้ทั่วถึงกัน แล้ว หัวหน้านำว่าคำถวาย ครั้นจบแล้ว พระสงฆ์รับว่า สาธุ

  7)  เจ้าภาพประเคนผ้าไตรกฐินและเครื่องอัฐบริขารอื่นๆ แด่พระภิกษุ  พระเถระ   เสร็จแล้ว พระสงฆ์ก็ทำพิธีมอบผ้าให้แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ซึ่งเป็นพระเถระ มีจีวรเก่า รู้ธรรมวินัย ครั้นเสร็จแล้ว พระสงฆ์อนุโมทนา

 

               8)  เจ้าภาพกรวดน้ำรับพร ก็เป็นอันเสร็จพิธีการทอดกฐินเพียงนี้ 

 

 

 

งานประจำปีบูชาพระธาตุดอยกองมูของชาวจังหวัดแม่ฮ่องสอนตรงกับเดือน 12 ของทุกปี “ปอยป๋ายหลอย” ย่อมาจากคำว่า ปอย แปลว่า งาน กับคำว่า ป๋ายหลอย แปลว่า ปลายดอย ฉะนั้นรวมความแล้วจึงแปลได้ว่า งานปลายดอย หรือ งานพระธาตุปลายดอย ชาวแม่ฮ่องสอนเรียกวัดพระธาตุดอยกองมูว่า “วัดป๋ายหลอย” คือ วัดปลายดอย ฉะนั้น ปอยป๋ายหลอยจึงแปลว่า งานพระธาตุดอยกองมู หรือ งานนมัสการพระธาตุดอยกองมู ที่ใช้เรียกกันอยู่ในปัจจุบันนี้

 

ปัจจุบัน งานปอยป๋ายหลอย ยังถือเป็นงานประเพณีประจำปีของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ไม่เรียกว่างานลอยกระทง เพราะเป้าหมายที่แท้จริงก็คือ การบูชาพระธาตุ ซึ่งเป็นอุดมคติและวิถีชีวิตความเชื่อของชาวไทใหญ่   ส่วนการปล่อยโคมลอยที่เรียกว่า กระทงสวรรค์ การตักบาตรดอกไม้บูชาพระธาตุ เป็นการเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้ทำบุญสุนทาน ลอยเคราะห์หรือทำการสะเดาะเคราะห์ตามความเชื่อแห่งตำนานในพระพุทธศาสนา  ส่วนการประกวดดอกไม้ไฟ และการละเล่นต่างๆ นั้น เป็นการจัดกิจกรรมให้มีความครึกครื้นเท่านั้น  ให้สมกับที่เป็นงานประจำปีระดับจังหวัดของชาวจังหวัดแม่ฮ่องสอน  เนื่องจากวัดพระธาตุดอยกองมูถือเป็นที่เคารพสักการะและเป็นแหล่งรวมจิตใจความศรัทธาที่ชาวแม่ฮ่องสอนและผู้มาเยือนมีต่อพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคงนั่นเอง