หลังจากเสร็จสิ้นประเพณีการหลู่ข้าวหย่ากู๊แล้วจะมี   “ ปอยโหล ” คืองานจุดฟืน  ในวัน ขึ้น 15 ค่ำ เดือนสาม เป็นฤดูถวายไม้โหล(ฟืน) จะจัดในเดือน กุมภาพันธ์  เป็นช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น ชาวบ้านนิยมจัดงานก๋องโหล   (โหลแปลว่าฟืน)  เป็นพิธีถวายฟืนเป็นพุทธบูชา มีนัยว่าให้พระพุทธเจ้าได้ผิงไฟคลายหนาว จัดขึ้นทั่วไปตามวัดไทใหญ่  ชาวบ้านจะจัดหาไม้ฟืนบ้านละท่อนสองท่อนมารวมกันที่วัด พิธีการทำบุญถวายก๋องโหล คือเอาไม้เนื้ออ่อนนำมาก่อฐานสี่เหลี่ยมคอกหมู ปลายแหลมขึ้นไปเป็นยอดเจดีย์ ประดับประดาด้วยกระดาษสี ธง  ส่วนยอดเจดียืนิยมใช้ไม้สน เพื่อให้จุดไฟติดง่าย  พอเวลากลางคืนหลังจากทำพิธีถวายพระเสร็จแล้วจะนำน้ำมันมาราดจนทั่ว แล้วจุดไฟถวายเป็นพุทธบูชา เชื่อกันว่าได้บุญกุศลมาก

การตักบาตรเทโว หรือเรียกชื่อเต็มตามคำพระว่า "เทโวโรหณะ" แปลว่าการหยั่งลงจาก เทวโลก หรือการตักบาตรนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ตักบาตรดาวดึงส์" และการตักบาตรเทโวนี้ จะกระทำในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 การตักบาตรเทโว จะเป็นงานที่จัดขึ้นหนึ่งครั้งในปีนั้น

การตักบาตร ส่วนมากในการตักบาตรจะใช้ข้าวสาร อาหารแห้ง เพราะเชื่อว่าการตักบาตรเทโวเป็นการระลึกถึงวันที่พระพุทธเจ้ากลับจากการโปรดพระพุทธมารดาแล้วเสด็จลงมาจากเทวโลกนั้น บางวัดจึงเตรียมการในคฤหัสถ์แต่งตัวเป็นเทวดาบ้าง เป็นพรหมบ้างแล้วอัญเชิญพระพุทธรูปขึ้นประดิษฐานบนบุษบกที่มีล้อเคลื่อน และมีบาตรตั้งอยู่ข้างหน้าพระพุทธรูปใช้คนลากนำหน้าพระสงฆ์ พวกทายกทายิกาตั้งแถวเรียงรายคอยใส่บาตร เป็นการกระทำให้ใกล้กับความจริงเพื่อเป็นการระลึกถึงพระพุทธเจ้า

การตักบาตรเทโว “ ตักบาตรเทโวโรหณะ” ของชาวแม่ฮ่องสอนจะทำในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ตั้งแต่เช้าตรู่ โดยเริ่มตักบาตรตั้งแต่วัดพระธาตุดอยกองมูลงมาจนถึงวัดม่วยต่อ (พระสงฆ์ออกบิณฑบาตจากบันไดวัดขั้นแรกจนถึงบันไดขั้นสุดท้ายของวัด) เปรียบได้กับการลงมาจากดาวดึงส์ เพราะวัดพระธาตุดอยกองมู ตั้งอยู่บนดอยวัดที่เข้าร่วมในการบิณฑบาตมีทั้งหมด 12 วัด คือ วัดพระธาตุดอยกองมู วัดก้ำก่อ วัดหัวเวียง วัดม่วยต่อ วัดพระนอน วัดดอนเจดีย์ วัดจองกลาง วัดจองคำ วัดปางล้อ วัดกลางทุ่ง วัดไม้แงะ และวัดผาอ่าง การจัดงานจะเริ่มดำเนินการในเวลาประมาณ 05.00 - 08.30 น. และมีระยะทางในการตักบาตร ประมาณ 2 กิโลเมตร

ประเพณีถวายข้าวมธุปายาส หรือประเพณี “ต่างข้าวพระเจ้าหลวง” หรือทางไทใหญ่เรียกกันว่า “ต่างซอมต่อโหลง” นั้น ถึงจะเรียกชื่อต่างกันแต่ก็มีความหมายเดียวกันคือเป็นการถวายข้าวแด่พระพุทธเจ้าเพื่อเป็นพุทธบูชา แต่เดิมจะทำกันในวันวิสาขบูชา วันเพ็ญเดือน 8 เหนือ ซึ่งถือกันว่าเป็นวันที่คล้ายวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

การจัดงานจะอยู่ในช่วงเข้าพรรษา คือช่วงเดือนกรกฎาคม หรือในเดือนกันยายน และการจัดงานจะอยู่ในช่วงของวันพระ ซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการจัดงานแต่ละครั้งจำนวน 2 วัน โดยเมื่อถึงวันเข้าพรรษาหรือในเหลินแปด เหลินเก้า เหลินสิบ จะมีการกำหนดวันที่จะถวายข้าวมธุปายาส โดยวัดในเขตเทศบาลที่จะเริ่มจัดงานก่อนคือ วัดก้ำก่อ วัดจองกลาง วัดม่วยต่อ วัดจองคำ วัดดอนเจดีย์ วัดหัวเวียง วัดพระนอน วัดกลางทุ่ง และวัดพระธาตุดอยกองมู(ทำในวันเพ็ญเดือนสิบสอง) ตามลำดับ เป็นประจำทุกปี   การต่างซอมต่อโหลงจึงเป็นพิธีที่ทำขึ้นเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาให้กับพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นการสืบทอดมาจากการที่นางสุชาดาได้นำข้าวไปถวายให้กับพระพุทธเจ้าในขณะที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้

“แฮนซอมโก่จา”คือการทำบุญเป็นครั้งที่ 2 (การทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตายครั้งแรกในวันฌาปนกิจศพ หรือหลังจากนั้น 7 วัน เรียกว่า “แฮนซอมใจ๋ขาด”) ในระหว่างวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 11 ของปีที่ตาย หากตายระหว่างเดือนสิบเอ็ดจะต้องเลื่อนการแฮนซอมโก่จาออกไปอีก 1 ปี คือเลื่อนไปทำบุญในปีต่อไป เมื่อมีการแฮนซอมโก่จาแล้ว ถือได้ว่าได้อุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่ตายครบถ้วนตามประเพณีเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปก็จะไม่มีการทำบุญใดๆอีก ซึ่งแตกต่างจากที่อื่นที่จะอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ตายในวาระครบรอบ 100 วันครั้งเดียวเท่านั้น ในประเพณีการแฮนซอมโก่จาสิ่งที่ขาดเสียมิได้คือ การถวายหนังสือที่เรียกว่า “ลีกซุตต๊ะ” (ลีกซุตต๊ะคือหนังสือธรรมของชาวไทใหญ่เนื้อหาของหนังสือจะเป็นเหมือนนิทานเรื่องเล่า) ในลีกซุตต๊ะจะมีเรื่อง นางวัวแกง การแพร่กรรม มอนธรรม ซึ่งจะใช้อ่านในงานศพหรืองานแฮนซอมโก่จาแล้วนำไปถวายวัด นอกจากนั้น การถวายธง(ตุง)ให้แก่ผู้ตายหรือเรียกว่า “ตุงตำข่อน” มาจากความเชื่อว่า ตุงนี้จะมีอานิสงค์ช่วยให้ผู้ตายรอดพ้นจากการไปเกิดเป็นเปรต หรือการตายตกนรกได้

 

การทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วเป็นความเชื่อของชาวไทใหญ่(คนไต)ที่จะจัดขึ้นในเดือน11 ซึ่งเป็นความเชื่อที่สืบทอดกันมาช้านาน  เมื่อญาติพี่น้องเสียชีวิตไปแล้ว หลังจากผ่านไปประมาณ 1 ปี ก็จะเริ่มมีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เพราะเชื่อกันว่าผู้ที่ล่วงลับไปแล้วจะได้รับสาวนบุญส่วนกุศลที่ญาติพี่น้องนำไปให้และถ้าไปตกอยู่   ณ จุดใดในยมโลกก็จะกลับมารับเอาบุญกุศลนี้ไปใช้ในอีกภพหนึ่ง  ส่วนหนึ่งก็จะเป็นความสบายใจของญาติพี่น้องเอง 

วานปะลีก เป็นประเพณีหนึ่งในเดือน 7 ก่อนเข้าพรรษาของชาวไทใหญ่ วานปะลีกเป็นการทำบุญหมู่บ้าน เจ้าของบ้านจะนำถังน้ำใส่น้ำใส่ทราย ทำตาแหลว 7 ชั้น นำใบไม้มงคล (ใบไม้ที่มีชื่อ กั้น กีดขวางและหนาม) มาทำพิธีเพื่อป้องกันสิ่งที่สิ่งร้าย ชาวบ้านมีความเชื่อว่าการจัดทำประเพณีวานปะลีกจะช่วยป้องกันอันตรายทั้งปวงและเชื่อว่าการเลี้ยงเจ้าเมือง จะทำให้หมู่บ้านได้รับการคุ้มครอง ป้องกันอันตรายจากสิ่งเลวร้ายต่าง ๆ (สุรศักดิ์ ป้อมทองคำ 2540 : 22-23 )

ใน 1 ปี จะมีพิธีเลี้ยงเมืองตามความเชื่อของชาวไทใหญ่ 1 ครั้ง จะถือเอาวันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 7 เป็นวันเลี้ยงเมือง ยึดถือตามตำราโหราศาสตร์ที่กำหนดไว้ว่า วันขึ้นหรือแรม 13 ค่ำเป็นวันผีกินไก่ เนื่องจากการเลี้ยงเมืองจะต้องมีเครื่องเซ่นที่เรียกว่า เหล้าไหไก่คู่เป็นหลัก จึงต้องเลือกวันผีกินไก่ ส่วนใหญ่จะประกอบพิธีพร้อม ๆ กันทุกหมู่บ้าน ภาคเช้าจะประกอบพิธี “เลี้ยงเมือง” ภาคบ่ายจะประกอบพิธี “วานปะลีก” จึงมีพิธีกรรมและความเชื่อเกี่ยวกับการเลี้ยงผีของแต่ละชุมชนที่คล้ายกัน เช่นจะมีพิธีเลี้ยงผีเจ้าเมืองในเดือน 7 ของทุกปีที่เรียกว่า “การเลี้ยงเมือง” เพราะประชาชนมีความเชื่อว่า ผีเจ้าเมืองจะคอยปกปักรักษา ดูแล ผู้คนในชุมชนให้อยู่เย็นเป็นสุข